Dysphagia Knowledge Hub — 吞嚥困難知識庫

โรคพาร์กินสันและภาวะกลืนลำบาก — คู่มือสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลในประเทศไทย

สรุปสั้น: ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ในประเทศไทยมากกว่าครึ่งจะประสบภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) ในบางช่วงของการดำเนินโรค แม้ผู้ป่วยเองอาจไม่รู้ตัว การประเมินเชิงรุกโดยใช้แบบสอบถาม SDQ หรือ EAT-10 การปรับเนื้อสัมผัสอาหารตามมาตรฐาน IDDSI และการเข้าร่วมการฝึกกลืน (เช่น โปรแกรม LSVT-BIG/LOUD หรือ EMST) สามารถลดความเสี่ยงของการสำลักและปอดอักเสบจากการสำลัก (aspiration pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของผู้ป่วยพาร์กินสัน

ทำไมโรคพาร์กินสันจึงทำให้กลืนลำบาก

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทที่ผลิตโดพามีนในสมองส่วน substantia nigra ส่งผลให้การควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติ การกลืนเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการประสานงานของกล้ามเนื้อปาก คอหอย และหลอดอาหาร รวมกว่า 30 มัดกล้ามเนื้อ เมื่อระบบควบคุมการเคลื่อนไหวบกพร่อง จะเกิดปัญหาทั้ง 3 ระยะของการกลืน:

  1. ระยะช่องปาก (oral phase) — การเคี้ยวช้าลง ลิ้นขยับแบบซ้ำ ๆ (repetitive tongue pumping) อาหารค้างในปาก น้ำลายไหล
  2. ระยะคอหอย (pharyngeal phase) — reflex กลืนช้า epiglottis ปิดไม่สนิท อาหารหรือน้ำเล็ดเข้าทางเดินหายใจ
  3. ระยะหลอดอาหาร (esophageal phase) — การบีบตัวของหลอดอาหารลดลง อาหารค้างในหลอดอาหาร รู้สึกแน่นหน้าอก

อาการ bradykinesia (เคลื่อนไหวช้า) และ rigidity (กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพาร์กินสัน เป็นสาเหตุหลักของความผิดปกติเหล่านี้ (ASEAN Journal of Rehabilitation Medicine)

ความชุกในผู้ป่วยพาร์กินสัน

งานวิจัยทบทวนอย่างเป็นระบบระดับนานาชาติพบว่า:

(ภาวะกลืนลำบากในผู้ป่วยพาร์กินสัน — ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย)

ข้อสำคัญคือ ผู้ป่วยมักรู้สึกถึงปัญหาช้ากว่าที่ปัญหาเกิดขึ้นจริง เพราะโรคพาร์กินสันทำให้การรับรู้ความรู้สึกในช่องคอลดลง (reduced sensory awareness) ทำให้เกิด การสำลักเงียบ (silent aspiration) ซึ่งไม่มีอาการไอเตือน

สถานการณ์ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคพาร์กินสันประมาณ 60,000–80,000 คน (ข้อมูล สมาคมโรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติแห่งประเทศไทย) ศูนย์เฉพาะทางที่มีคลินิกโรคการเคลื่อนไหว (Movement Disorders Clinic) ได้แก่:

คลินิกเหล่านี้มักมีทีมสหวิชาชีพรวมถึงนักแก้ไขการพูด (speech-language pathologist) ที่สามารถประเมินการกลืนด้วย VFSS (Videofluoroscopic Swallowing Study) หรือ FEES (Fiberoptic Endoscopic Evaluation of Swallowing) ซึ่งเป็น gold standard ในการวินิจฉัย

ในระดับชุมชน ระบบ Long-Term Care (LTC) ของ สปสช. ครอบคลุมผู้ป่วยพาร์กินสันระยะท้ายที่ติดเตียง โดยผู้ดูแล (Care Giver) ที่ผ่านการอบรม 70 ชั่วโมง สามารถช่วยดูแลด้านโภชนาการได้

สัญญาณเตือนที่ผู้ดูแลควรสังเกต

ผู้ดูแลในครอบครัวควรเฝ้าระวังอาการต่อไปนี้:

แบบประเมินตนเอง SDQ และ EAT-10

SDQ (Swallowing Disturbance Questionnaire) เป็นแบบสอบถาม 15 ข้อเฉพาะสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน คะแนน ≥11 บ่งชี้ภาวะกลืนลำบากที่ควรส่งต่อ

EAT-10 เป็นแบบสอบถาม 10 ข้อใช้ได้กับทุกกลุ่ม คะแนน ≥3 บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยง (Thai version มีใช้ในโรงพยาบาลศูนย์)

แนะนำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันทุกรายทำ EAT-10 หรือ SDQ ทุก 6 เดือน ตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัย (Petcharavej Hospital — ภาวะกลืนลำบากจากความบกพร่องของระบบประสาท)

การปรับเนื้อสัมผัสอาหารตามมาตรฐาน IDDSI

มาตรฐานสากล IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) แบ่งอาหารและของเหลวเป็น 8 ระดับ (0–7) สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน แนวทางการปรับตามความรุนแรง:

ระยะโรค อาหาร (IDDSI) ของเหลว (IDDSI)
ระยะต้น — กลืนดีอยู่ Level 7 (Regular) หรือ Level 7 Easy to Chew Level 0 (Thin)
กลืนช้าแต่ไม่สำลัก Level 6 (Soft & Bite-Sized) ลูกบาศก์ ≤1.5 ซม. Level 1–2 (Slightly Thick)
สำลักเป็นครั้งคราว Level 5 (Minced & Moist) ชิ้น ≤4 มม. Level 2–3 (Mildly Thick)
สำลักบ่อย / VFSS ผิดปกติ Level 4 (Pureed) เนียนไม่มีก้อน Level 3–4 (Moderately–Extremely Thick)

หลักการปฏิบัติ 4 ข้อของ IDDSI

  1. Fork Pressure Test — อาหาร Level 6 กดด้วยส้อมแล้วแตกง่าย
  2. Fork Drip Test — อาหาร Level 4 ต้องตกจากซี่ส้อมเป็นก้อน ไม่ไหลลื่น
  3. Spoon Tilt Test — อาหาร Level 5 ต้องเคลื่อนจากช้อนเป็นก้อน ไม่ติดช้อน
  4. Flow Test — ของเหลว Level 1–3 ใช้ syringe 10 มล. วัดปริมาณที่ไหลออกใน 10 วินาที

ดูรายละเอียดใน คู่มือทดสอบเนื้อสัมผัสอาหารที่บ้าน ของเรา

กลยุทธ์ในการกินอาหารอย่างปลอดภัย

เวลาในการกิน

ท่านั่งและสิ่งแวดล้อม

เทคนิคการกลืน

การฝึกกลืนและฟื้นฟู

EMST (Expiratory Muscle Strength Training)

อุปกรณ์ EMST เป็นท่อหายใจออกที่ต้านแรง ใช้ 5 ชุด ๆ ละ 5 ครั้ง วันละ 5 วัน/สัปดาห์ 4–8 สัปดาห์ งานวิจัยระดับ RCT พบว่าช่วยเพิ่มแรงกล้ามเนื้อหายใจออก ซึ่งช่วยการไอและล้างทางเดินหายใจ ลดความเสี่ยงสำลัก (Troche et al., Neurology 2010)

LSVT-LOUD/BIG

โปรแกรม Lee Silverman Voice Treatment เน้นการพูดเสียงดังและเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ พบว่า LSVT-LOUD ยังมีผลดีต่อการกลืนด้วย เพราะฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ ประเทศไทยมี therapist ที่ผ่านการรับรอง LSVT ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และศิริราช

Shaker Exercise

ท่าบริหารยกศีรษะเพื่อเสริมกล้ามเนื้อ suprahyoid ช่วยให้ UES (Upper Esophageal Sphincter) เปิดดีขึ้น นักแก้ไขการพูดจะสอนเทคนิคที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

โภชนาการและการป้องกันน้ำหนักลด

ผู้ป่วยพาร์กินสันมีแนวโน้มน้ำหนักลดจาก:

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ:

ข้อควรระวังและความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

เมื่อใดควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาแพทย์หรือนักแก้ไขการพูดทันทีเมื่อพบ:

ในบริบทของไทย การส่งต่อผ่านระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถทำได้จากโรงพยาบาลชุมชน → โรงพยาบาลทั่วไป → โรงพยาบาลศูนย์/มหาวิทยาลัยที่มีคลินิกการกลืน

ข้อมูลอ้างอิงและแหล่งที่มา

บทความนี้สรุปข้อมูลเชิงวิชาการจากแหล่งสาธารณะ สำหรับการปฏิบัติทางคลินิก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอ้างอิงเอกสารต้นฉบับ บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์


ปรับปรุงล่าสุด: 2026-04-19 · สัญญาอนุญาต: CC BY 4.0 · ดูแลโดย SeniorDeli (Carewells) — วิสาหกิจเพื่อสังคมในฮ่องกงที่ผลิตอาหารสำหรับผู้ป่วยกลืนลำบากตามมาตรฐาน IDDSI ติดต่อธุรกิจ: [email protected] บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น