Dysphagia Knowledge Hub — 吞嚥困難知識庫

การฝึกกล้ามเนื้อการกลืน — คู่มือท่าบริหารฟื้นฟูการกลืนสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลในประเทศไทย

สรุปใจความสำคัญ: การฝึกกลืน (swallowing therapy exercises) คือการบริหารกล้ามเนื้อปาก ลิ้น คอหอย และกล่องเสียง เพื่อฟื้นฟูความแข็งแรงและการประสานงานของการกลืนในผู้ป่วยที่มีภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) ท่าที่มีหลักฐานรองรับทางคลินิกมากที่สุด ได้แก่ Mendelsohn maneuver, Shaker exercise, Masako maneuver, Effortful swallow และ Chin Tuck Against Resistance (CTAR) บทความนี้อธิบายวิธีทำแต่ละท่าอย่างถูกต้อง ข้อควรระวัง และเวลาที่ควรปรึกษานักกิจกรรมบำบัดหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

การฝึกกลืนคืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

ภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน สมองเสื่อม มะเร็งศีรษะและลำคอ และผู้ป่วยหลังใส่ท่อช่วยหายใจ การฝึกกลืนมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน
  2. ปรับปรุงการประสานงานระหว่างลิ้น เพดานอ่อน กล่องเสียง และคอหอย
  3. ลดความเสี่ยงของการสำลักและปอดอักเสบจากการสำลัก (aspiration pneumonia)

ตามข้อมูลจากคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล การฝึกกลืนเน้นให้ผู้ป่วยได้ออกแรงทำเองให้มากที่สุด หากไม่สามารถทำเองได้ จึงใช้การนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อภายในช่องปาก ร่วมกับการกระตุ้นการรับความรู้สึกด้วยน้ำเย็นหรือน้ำที่มีรสชาติ เช่น น้ำมะนาว เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของการกลืน

การศึกษาแบบ network meta-analysis ปี 2025 ของการทบทวน RCT หลายการทดลองพบว่า การฝึกกลืนแบบเฉพาะเจาะจง (targeted swallowing exercise) เมื่อใช้ร่วมกับการปรับเนื้อสัมผัสอาหารตามมาตรฐาน IDDSI ให้ผลดีกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงลำพัง

ก่อนเริ่มฝึก — สิ่งที่ต้องประเมิน

ก่อนเริ่มท่าฝึกกลืนใดๆ ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ ได้แก่

ตามหลักปฏิบัติสากล ท่าฝึกกลืนควรถูกเลือกให้ตรงกับพยาธิสภาพเฉพาะของผู้ป่วยจากการตรวจด้วยเครื่องมือ (FEES หรือ VFSS) ไม่ควรให้ผู้ป่วยทุกคนทำท่าเดียวกัน

ในประเทศไทย โรงพยาบาลที่มีคลินิกกลืนลำบากและสามารถทำการตรวจ VFSS/FEES ได้ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหลายแห่ง

ท่าฝึกพื้นฐาน — บริหารริมฝีปาก ลิ้น และเพดานอ่อน

ก่อนเริ่มท่าเฉพาะทาง ควรวอร์มอัพกล้ามเนื้อบริเวณช่องปากและใบหน้าก่อน ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย (รวม.)

ท่าริมฝีปาก

ท่าลิ้น

ท่าเส้นเสียง

ท่าเหล่านี้ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการปิดกล่องเสียงขณะกลืน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการสำลัก

ท่าที่ 1 — Mendelsohn Maneuver (การกลืนแบบยืดยาว)

เป้าหมาย: เพิ่มการเคลื่อนที่ของกระดูกโฮยอยด์และกล่องเสียง (hyolaryngeal movement) ปรับปรุงการเปิดของ upper esophageal sphincter (UES) และเพิ่มแรงดันในคอหอย

วิธีทำ:

  1. กลืนน้ำลายตามปกติ แต่เมื่อรู้สึกว่าลูกกระเดือก (Adam’s apple) เคลื่อนขึ้นสูงสุด
  2. ให้เกร็งกล้ามเนื้อคอค้างไว้ในตำแหน่งนั้น 3–4 วินาที
  3. จากนั้นจึงผ่อนคลาย
  4. ทำซ้ำ 5–10 ครั้งต่อรอบ วันละ 3 รอบ

ข้อควรระวัง: ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจขาดเลือดรุนแรง เพราะการเกร็งกล้ามเนื้อคอเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ควรทำภายใต้การดูแลของนักแก้ไขการพูด

ท่าที่ 2 — Shaker Exercise (ท่ายกศีรษะ)

เป้าหมาย: เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหนือกระดูกโฮยอยด์ (suprahyoid muscles) ช่วยให้ UES เปิดได้ดีขึ้น ลดการติดค้างของอาหารในคอหอย (pharyngeal residue)

วิธีทำ: มี 2 ส่วน

ทำวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 6 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

ข้อควรระวัง: ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังส่วนคอ ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจ สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถนอนราบได้ ให้ใช้ท่า CTAR แทน (ดูด้านล่าง)

ท่าที่ 3 — Chin Tuck Against Resistance (CTAR)

เป้าหมาย: เหมือน Shaker exercise (เสริมสร้างกล้ามเนื้อเหนือกระดูกโฮยอยด์) แต่ทำในท่านั่ง เหมาะกับผู้สูงอายุที่นอนราบไม่ได้

วิธีทำ:

  1. นั่งตัวตรง วางลูกบอลยางขนาดเล็ก (เส้นผ่านศูนย์กลาง 5–8 ซม.) ใต้คาง
  2. กดคางลงบีบลูกบอลให้แน่น
  3. ค้างไว้ 60 วินาที พัก 60 วินาที ทำ 3 รอบ (isometric) หรือกด-ปล่อย 30 ครั้ง (isokinetic)
  4. ทำวันละ 3 ครั้ง

ข้อดี: ทำได้ที่บ้าน ใช้อุปกรณ์ราคาถูก (ลูกบอลยาง) ปลอดภัยกว่า Shaker ในผู้สูงอายุ

ท่าที่ 4 — Masako Maneuver (ท่าจับลิ้น)

เป้าหมาย: เพิ่มการเคลื่อนที่ของผนังคอหอยด้านหลัง (posterior pharyngeal wall) เหมาะกับผู้ป่วยที่มีการปิดคอหอยไม่สนิท เช่น ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอหลังฉายแสง

วิธีทำ:

  1. แลบลิ้นออกมาเล็กน้อย ใช้ฟันหน้ากัดปลายลิ้นเบาๆ (ประมาณ 1 ซม.)
  2. พยายามกลืนน้ำลายโดยให้ลิ้นอยู่ในตำแหน่งนั้น
  3. ทำ 5–10 ครั้งต่อรอบ วันละ 3 รอบ

ข้อสำคัญ: Masako maneuver ห้ามทำกับอาหารหรือน้ำ เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการสำลัก ให้ทำแบบกลืนน้ำลายแห้งเท่านั้น

ท่าที่ 5 — Effortful Swallow (การกลืนแบบออกแรง)

เป้าหมาย: เพิ่มแรงดันของลิ้นและคอหอยขณะกลืน ช่วยเคลียร์อาหารที่ค้างในคอหอย

วิธีทำ:

  1. รวบน้ำลายไว้ในปาก
  2. กลืนพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อคอ ลิ้น และลำคอให้แรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เหมือนกำลังกลืนลูกบอลขนาดใหญ่)
  3. ทำ 10 ครั้งต่อรอบ วันละ 3 รอบ

ท่านี้สามารถทำร่วมกับอาหารและน้ำได้ (เมื่อแพทย์อนุญาต) ในระหว่างมื้ออาหาร

ท่าที่ 6 — Expiratory Muscle Strength Training (EMST)

เป้าหมาย: เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจออก ช่วยให้การไอมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงของปอดอักเสบจากการสำลัก

วิธีทำ: ใช้อุปกรณ์ EMST-150 หรืออุปกรณ์ที่มีแรงต้านปรับได้ เป่าลมออกผ่านอุปกรณ์ 5 ครั้ง x 5 รอบ วันละครั้ง

การศึกษาในผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองพบว่า EMST ช่วยลดการสำลักและเพิ่มประสิทธิภาพการไอได้อย่างมีนัยสำคัญ

Dose — ปริมาณและระยะเวลาของการฝึก

การศึกษา scoping review ปี 2020 ของ Dysphagia Journal พบว่า ปริมาณ (dose) ของการฝึกกลืนในวรรณกรรมวิจัยมีความหลากหลาย แต่ภาพรวมของโปรแกรมที่ได้ผลคือ:

ตามหลักการออกกำลังกาย overload principle กล้ามเนื้อจะแข็งแรงขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับการกระตุ้นมากกว่าที่เคยได้รับตามปกติ ฉะนั้นการฝึกต้องท้าทายเพียงพอ แต่ไม่จนเกินไปจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. ฝึกเองโดยไม่ได้ประเมินก่อน — ท่าบางท่าอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพบางอย่าง เช่น Shaker exercise ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือด อาจเพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ป่วย
  2. ทำไม่ต่อเนื่อง — เช่นเดียวกับการฝึกกล้ามเนื้อทั่วไป กล้ามเนื้อการกลืนต้องการเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์จึงจะเห็นผล การหยุดฝึกทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมถอยกลับไป
  3. ใช้ Masako กับอาหารจริง — เสี่ยงต่อการสำลักสูง ให้ทำแบบน้ำลายแห้งเท่านั้น
  4. ไม่ฝึกท่าพื้นฐานก่อน — การฝึกท่าเฉพาะทางโดยไม่วอร์มอัพกล้ามเนื้อปากและลิ้นก่อน อาจทำให้การฝึกไม่ได้ผล
  5. คาดหวังผลเร็วเกินไป — การฟื้นฟูการกลืนใช้เวลา บางรายอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี โดยเฉพาะผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองรุนแรงหรือผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอหลังฉายแสง

เมื่อไหร่ควรหยุดฝึกและปรึกษาแพทย์

หยุดฝึกทันทีและปรึกษาแพทย์หรือนักแก้ไขการพูด หากมีอาการต่อไปนี้

การฝึกที่บ้าน — แนวทางสำหรับผู้ดูแล

สำหรับครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยกลืนลำบากที่บ้าน ควรทำตามแนวทางต่อไปนี้

  1. ขอแผนการฝึกเป็นลายลักษณ์อักษรจากนักแก้ไขการพูด — ระบุท่าที่ต้องทำ จำนวนครั้ง ความถี่ และข้อห้าม
  2. บันทึกการฝึกลงสมุด — จำนวนครั้ง ระยะเวลา อาการข้างเคียง
  3. ฝึกในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยพร้อม — ไม่เหนื่อย ไม่ง่วง หลังอาหารอย่างน้อย 30 นาที
  4. ให้กำลังใจ — การฟื้นฟูการกลืนใช้เวลานาน ผู้ป่วยต้องการแรงสนับสนุนทางจิตใจ
  5. ติดตามการประเมินซ้ำ — ทุก 4–6 สัปดาห์ เพื่อปรับแผนการฝึกให้เหมาะสม

ข้อมูลในประเทศไทย — แหล่งช่วยเหลือ

สรุป

การฝึกกล้ามเนื้อการกลืนเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะกลืนลำบาก ท่าที่มีหลักฐานทางคลินิกรองรับมากที่สุด ได้แก่ Mendelsohn maneuver, Shaker exercise (หรือ CTAR), Masako maneuver, Effortful swallow และ EMST การเลือกท่าต้องตรงกับพยาธิสภาพของผู้ป่วยและทำภายใต้การดูแลของนักแก้ไขการพูดหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยใช้เวลาอย่างน้อย 6–8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล การฝึกกลืนควรทำควบคู่กับการปรับเนื้อสัมผัสอาหารตามมาตรฐาน IDDSI การจัดท่าทางขณะรับประทานอาหารที่ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้สรุปเนื้อหาจากแนวทางปฏิบัติและเอกสารทางวิชาการที่เผยแพร่สู่สาธารณะ สำหรับการปฏิบัติทางคลินิก โปรดอ้างอิงเอกสารทางการฉบับปัจจุบัน บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือนักแก้ไขการพูดก่อนเริ่มฝึก


วันที่อัปเดตล่าสุด: 2026-04-19 · สัญญาอนุญาต: CC BY 4.0 · ดูแลโดย SeniorDeli (Carewells) — กิจการเพื่อสังคมในฮ่องกง ที่ผลิตอาหารดูแลผู้มีภาวะกลืนลำบากตามมาตรฐาน IDDSI สอบถามทางการค้า: [email protected] · ดู About สำหรับพาร์ทเนอร์ทางคลินิกและพันธกิจเพื่อสังคมของเรา