Dysphagia Knowledge Hub — 吞嚥困難知識庫

การเจาะคอและภาวะกลืนลำบาก — คู่มือการประเมินและดูแลการกลืนในผู้ป่วยเจาะคอ (ฉบับประเทศไทย)

สรุปสั้น: ผู้ป่วยเจาะคอ (tracheostomy) ประมาณครึ่งหนึ่งมีภาวะกลืนลำบาก แต่ตัวท่อเจาะคอไม่ใช่สาเหตุหลักเพียงอย่างเดียว — ภาวะวิกฤตพื้นฐาน การใส่ท่อช่วยหายใจเป็นเวลานาน และการบาดเจ็บของระบบประสาทกล้ามเนื้อเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญกว่า หลักฐานตั้งแต่ปี 2005 (Ding & Logemann) สนับสนุนให้ ปล่อยลม cuff ขณะรับประทานอาหารเมื่อปลอดภัย และใช้ ลิ้นพูดทางเดียวแบบ Passy-Muir (PMV) เพื่อฟื้นฟูความดันใต้กล่องเสียง การทดสอบ Blue-dye แบบดัดแปลง (MEBD) เป็นเพียงการคัดกรองที่มีผลลบลวงได้ถึง 50% ส่วน FEES (การส่องกล้องประเมินการกลืน) ถือเป็นมาตรฐานทองในการประเมินผู้ป่วยเจาะคอและการตัดสินใจถอดท่อ

ทำไมการเจาะคอจึงส่งผลต่อการกลืน

การเจาะคอ (เจาะรูที่ด้านหน้าของคอเพื่อเปิดทางสู่หลอดลม) ใช้เพื่อเลี่ยงการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน รองรับการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานาน หรือจัดการเสมหะจำนวนมาก ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเจาะคอจำนวนมากทั้งในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ของโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ รวมถึงหอผู้ป่วยดูแลเครื่องช่วยหายใจระยะยาวในโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลราชวิถี และเครือข่ายโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข (กรมการแพทย์, dms.go.th)

เมื่อใส่ท่อเจาะคอแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลสามประการที่ส่งผลต่อการกลืน:

  1. สูญเสียความดันใต้กล่องเสียง (subglottic pressure). ตามปกติสายเสียงจะปิดระหว่างการกลืน สร้างแรงดันใต้กล่องเสียงประมาณ 5–15 cmH₂O ซึ่งช่วยพยุงการยกตัวของกล่องเสียงและกระตุ้นรีเฟล็กซ์การกลืน แต่เมื่อมีท่อเจาะคอที่เปิดอยู่ อากาศจะถูกเบี่ยงลงใต้สายเสียง ทำให้ความดันนี้รั่วไหลออก ข้อมูลจาก Passy-Muir แสดงว่าความดันใต้กล่องเสียงลดลงใกล้ศูนย์เมื่อท่อไม่มีลิ้นปิด แต่จะกลับคืนมาราว 80% ของค่าปกติเมื่อใช้ PMV (Passy-Muir clinical education, passy-muir.com)
  2. การยกตัวของกล่องเสียงถูกจำกัด. Cuff ที่ใส่ลมไว้จะยึดหลอดลมและขัดขวางการเคลื่อนที่ขึ้นและไปข้างหน้าของกล่องเสียง — ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ช่วยปิดทางเดินหายใจในระยะคอหอย การศึกษา videofluoroscopy ของ Ding และ Logemann ในวารสาร Head & Neck ปี 2005 พบว่าผู้ป่วยคนเดียวกันสำลักและมีอาหารค้างคอหอยมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อ cuff เป่าลม เทียบกับ ปล่อยลม (Ding & Logemann 2005, PMID 15952194)
  3. ความรู้สึกที่กล่องเสียงและรีเฟล็กซ์การไอลดลง. การไม่ใช้ทางเดินหายใจส่วนบนทำให้การรับรู้ลดลงและรีเฟล็กซ์การไอตอบสนองช้า เพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลักเงียบ (silent aspiration)

การศึกษาของ Leder และ Ross (2010) ในวารสาร Dysphagia ปรับความเข้าใจเดิมที่ว่า “ท่อเจาะคอทำให้สำลัก” พบว่าอัตราการสำลักไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างผู้ป่วยเจาะคอและไม่เจาะคอที่มีโรคพื้นฐานเดียวกัน (Leder & Ross 2010, PMID 19856026) มุมมองปัจจุบันคือ ท่อเจาะคอเป็นสัญญาณของภาวะวิกฤตและภาวะกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) มากกว่าจะเป็นสาเหตุหลักของการกลืนลำบาก — แต่ท่อยังส่งผลต่อกลไกการกลืนอย่างมีนัยสำคัญและต้องได้รับการจัดการ

ภาวะกลืนลำบากในผู้ป่วยเจาะคอพบบ่อยแค่ไหน?

Skoretz และคณะ (2020) รายงานการทบทวนวรรณกรรมแบบ scoping review ในวารสาร Critical Care Medicine ของผู้ป่วยเจาะคอหลัง ICU พบความชุกของภาวะกลืนลำบากในช่วง 11% ถึง 93% ขึ้นกับกลุ่มผู้ป่วยและเกณฑ์ที่ใช้ ประมาณการรวมอยู่ราวครึ่งหนึ่งของผู้รอดชีวิตจากภาวะวิกฤตที่ได้รับการเจาะคอ (Skoretz 2020, PMID 31939810)

อัตราในกลุ่มย่อยที่มีประโยชน์ทางคลินิก:

ข้อสรุปสำหรับทีมดูแลและครอบครัวไทย: ให้ถือว่าผู้ป่วยที่เจาะคอใหม่ทุกรายมีภาวะกลืนลำบากจนกว่าจะมีการประเมินยืนยันว่าไม่มี

ข้อถกเถียงเรื่อง cuff — เป่าลมหรือปล่อยลมระหว่างรับประทานอาหาร?

แนวปฏิบัติเดิมใน ICU หลายแห่งคือคง cuff เป่าลมไว้ตลอดเวลาเพื่อ “ป้องกันการสำลัก” หลักฐานตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 ได้พลิกมุมมองนี้สำหรับผู้ป่วยที่อาการคงที่ส่วนใหญ่:

แนวปฏิบัติปัจจุบันตามแนวทางของ Royal College of Speech and Language Therapists (RCSLT) และ American Speech-Language-Hearing Association (ASHA) คือ: ปล่อยลม cuff ก่อนการทดลองรับประทานทางปากทุกครั้ง หากผู้ป่วยทนต่อเสมหะได้ มีการไอที่มีประสิทธิภาพ และโหมดเครื่องช่วยหายใจเอื้ออำนวย ควรดูดเสมหะที่สะสมเหนือ cuff (subglottic secretions) ก่อนปล่อยลม เพื่อเลี่ยงการสำลักสะสมที่อยู่เหนือ cuff (RCSLT, rcslt.org; ASHA, asha.org)

ข้อห้ามหรือข้อระวังในการปล่อยลม cuff: ผู้ป่วยพึ่งเครื่องช่วยหายใจสูงที่ต้องการ cuff seal ผ่าตัดทางเดินหายใจส่วนบนเพิ่งเสร็จ มีเสมหะในช่องปากจำนวนมากจัดการไม่ได้ หรือไม่สามารถป้องกันทางเดินหายใจของตนเองได้

Passy-Muir Valve (PMV) กับการกลืน

PMV เป็นลิ้นปิดชีวภาพทางเดียว (bias-closed) ที่ต่อกับหัวต่อของท่อเจาะคอ เปิดขณะหายใจเข้าให้อากาศผ่านท่อเจาะคอ และปิดขณะหายใจออกเพื่อเบี่ยงอากาศขึ้นไปผ่านสายเสียง ผลเชิงกลที่สำคัญ:

ในประเทศไทย PMV มีจำหน่ายผ่านตัวแทนอุปกรณ์การแพทย์ ราคาราว 3,500–7,500 บาทต่อชิ้น (ข้อมูลราคาปี 2025 จากผู้จำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในกรุงเทพ อาจปรับได้) และมักไม่ได้รวมอยู่ในสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือประกันสังคม (สปส.) โดยตรง ครอบครัวจึงมักต้องจ่ายเอง หรือเบิกผ่านสวัสดิการข้าราชการ (กรมบัญชีกลาง — CSMBS) เป็นกรณี ๆ ไปตามการพิจารณาของแพทย์ (กรมบัญชีกลาง, cgd.go.th)

กฎเหล็ก: ต้องปล่อยลม cuff จนหมดก่อนทดลอง PMV ทุกครั้ง การใส่ PMV ขณะ cuff ยังเป่าลมจะสร้างระบบปิดที่ไม่มีทางออกของอากาศหายใจออก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ — เคยมีรายงานการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากข้อผิดพลาดนี้ พยาบาล นักแก้ไขการพูด และผู้ดูแลในครอบครัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ PMV ต้องได้รับการฝึกอบรมเรื่องการตรวจสอบก่อนใส่ (RCSLT position paper; Dikeman & Kazandjian, Communication and Swallowing Management of Tracheostomised and Ventilator-Dependent Adults, 3rd ed., Plural Publishing)

การคัดกรองข้างเตียง — Modified Evans Blue-Dye Test (MEBD)

MEBD เป็นการคัดกรองข้างเตียงที่ทำได้จริง ผู้ป่วยกลืนอาหารหรือน้ำที่ผสมสีผสมอาหารสีน้ำเงิน จากนั้นดูดเสมหะจากท่อเจาะคอและสังเกตการย้อมสีน้ำเงิน ซึ่งบ่งชี้การสำลัก

MEBD มีข้อดีคือถูก รวดเร็ว และทำซ้ำได้ง่าย แต่ความแม่นยำในการวินิจฉัยจำกัด Béchet และคณะ (2016) รายงานการทบทวนอย่างเป็นระบบในวารสาร Dysphagia พบความไว (sensitivity) รวม 38–82% และ อัตราผลลบลวงสูงถึง 50% เมื่อเทียบกับ FEES หรือ VFSS (Béchet 2016, PMID 27461481) งานของ Brady และคณะ (1999) ในวารสารเดียวกันยกข้อกังวลคล้ายกัน (Brady 1999, PMID 10341110)

การตีความในทางปฏิบัติ:

FEES — มาตรฐานสำหรับประเมินการกลืนในผู้ป่วยเจาะคอ

Fibreoptic Endoscopic Evaluation of Swallowing (FEES) เป็นการประเมินด้วยเครื่องมือที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมในผู้ป่วยเจาะคอ โดยใส่กล้องส่องตรวจแบบ flexible เข้าทางจมูกเพื่อดูคอหอยและกล่องเสียงขณะทดลองกลืนอาหารและของเหลวที่ย้อมสี ผู้ตรวจจะสังเกต penetration, aspiration, residue และความรู้สึก

ความไวในการตรวจจับการสำลักในผู้ป่วยเจาะคอรายงานไว้ที่ 87–100% สูงกว่า MEBD ข้อดีของ FEES: ทำข้างเตียงได้ ไม่ใช้รังสี ทำซ้ำได้บ่อย และ — สำคัญสำหรับผู้ป่วยเจาะคอ — สามารถทำร่วมกับการปล่อยลม cuff ดูดเสมหะ และทดลอง PMV ในครั้งเดียวกันได้

ในประเทศไทย FEES มีให้บริการในโรงพยาบาลตติยภูมิที่มีทีม ENT และ speech-language pathology ที่ได้รับการฝึกอบรม — ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มหาราชนครเชียงใหม่) โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น ในหลายสถานพยาบาล FEES ยังไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์หลักของ สปสช. ครอบครัวอาจต้องสอบถามทีมแพทย์และนักแก้ไขการพูดเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย, rcot.org; สมาคมโสตสัมผัสวิทยาและการสื่อความหมายแห่งประเทศไทย)

Warnecke และคณะ (2013) เสนอโปรโตคอลการถอดท่อที่ใช้ FEES เป็นแกนหลัก ในวารสาร Critical Care Medicine แสดงค่า negative predictive value สูงกว่า 95% สำหรับการถอดท่ออย่างปลอดภัยในผู้ป่วยทางระบบประสาทวิกฤต (Warnecke 2013, PMID 23660728)

การถอดท่อเจาะคอ — ความพร้อม ไม่ใช่การแข่งกับเวลา

การถอดท่อ (decannulation) คือเป้าหมายโครงสร้างสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ความพร้อมเป็นหลายมิติ เกณฑ์นานาชาติที่ใช้ร่วมกันทั่วไป:

โปรโตคอล FEES ของ Warnecke และชุดการดูแลแบบสหสาขาของ Global Tracheostomy Collaborative (globaltrach.org) เป็นกรอบเริ่มต้นที่สมเหตุผลสำหรับหอผู้ป่วยที่ยังไม่มีแนวทางของตนเอง ในประเทศไทย การถอดท่อมักดำเนินการโดยทีมสหสาขา ประกอบด้วยแพทย์เวชบำบัดวิกฤต / ศัลยศาสตร์ ENT / แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาลวิกฤต นักแก้ไขการพูด (นักแก้ไขการพูดในประเทศไทยเป็นวิชาชีพที่ยังมีจำนวนจำกัดและกระจุกตัวในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลตติยภูมิขนาดใหญ่)

ข้อผิดพลาดและกับดักที่พบบ่อย

สิ่งที่ครอบครัวและผู้ดูแลในประเทศไทยสามารถถามทีมรักษา

หากสมาชิกในครอบครัวมีท่อเจาะคอและกำลังได้รับอาหารทางปาก หรือกำลังพิจารณาการกินทางปาก คำถามที่สมเหตุผลที่จะถามทีมรักษา:

การเข้าถึงการดูแลในระบบสุขภาพไทย

ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพสามระบบหลัก: หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช. / UCS) ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่, ประกันสังคม (สปส.) สำหรับลูกจ้าง, และ สวัสดิการข้าราชการ (CSMBS) ของกรมบัญชีกลาง — การเข้าถึง FEES, PMV และการฟื้นฟูการกลืนแตกต่างกันตามสิทธิและโรงพยาบาล

สำหรับการฟื้นฟูระยะยาวหลังเจาะคอ กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ได้พัฒนาระบบการดูแลระยะกลาง (Intermediate Care) และบริการผู้ป่วยที่บ้าน (Home Health Care) ที่รวมบริการเยี่ยมบ้านของทีมพยาบาลและนักกายภาพบำบัด แต่บริการนักแก้ไขการพูดที่บ้านยังมีจำกัดและกระจุกตัวในเขตเมืองใหญ่ ครอบครัวในต่างจังหวัดอาจต้องเดินทางไปโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเพื่อรับบริการประเมินการกลืนอย่างเต็มรูปแบบ (สำนักการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข, nursing.go.th; สปสช., nhso.go.th)

เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลหลัก

บทความนี้สรุปใจความจากแนวทางปฏิบัติและงานวิจัยที่เผยแพร่สาธารณะ สำหรับการปฏิบัติทางคลินิก โปรดอ้างอิงเอกสารทางการฉบับปัจจุบันและปรึกษานักแก้ไขการพูด/นักพยาธิภาษาและการพูดที่ได้รับใบอนุญาต หน้านี้ ไม่ใช่ คำแนะนำทางการแพทย์


ปรับปรุงล่าสุด: 2026-04-20 · สัญญาอนุญาต: CC BY 4.0 · ดูแลโดย SeniorDeli (Carewells) — กิจการเพื่อสังคมในฮ่องกงที่ผลิตอาหารดูแลตามมาตรฐาน IDDSI สำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก หน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ดู About สำหรับพันธมิตรทางคลินิกและพันธกิจทางสังคมของเรา