Dysphagia Knowledge Hub — 吞嚥困難知識庫

ภาวะสมองบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ (TBI) กับภาวะกลืนลำบาก — คู่มือทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยและครอบครัวในประเทศไทย

สรุปสั้น: ภาวะกลืนลำบากพบได้บ่อยหลังสมองบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ (traumatic brain injury — TBI) โดยเฉพาะรุนแรง ซึ่งรายงานในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่บางกลุ่มสูงถึงประมาณสองในสาม อันตรายไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อการกลืนอ่อนแรงเท่านั้น แต่ยังมาจากสติสัมปชัญญะ ความจำ การยับยั้ง และพฤติกรรม เช่น กินเร็ว อัดอาหารเต็มปาก หรือลุกระหว่างมื้อ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสำลักโดยไม่ไอ จึงไม่ควรอนุญาตให้กินโดยดูอาการข้างเตียงเพียงอย่างเดียว การฟื้นตัวส่วนใหญ่เกิดช่วง 3–6 เดือนแรก แต่ต้องประเมินซ้ำตามระดับความรู้คิดและผลตรวจการกลืน

ทำไมสมองบาดเจ็บจึงทำให้กลืนลำบาก

การกลืนหนึ่งคำต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของปาก ลิ้น คอหอย กล่องเสียง สมอง และความตื่นรู้ ผู้ป่วยต้องรับรู้อาหาร ควบคุมขนาดคำ เคี้ยวหรือรวมอาหาร ปิดทางเดินหายใจ และกลืนในเวลาที่เหมาะสม TBI อาจรบกวนหลายขั้นตอนพร้อมกัน

ต่างจากโรคหลอดเลือดสมองที่มักเสียหายเป็นบริเวณตามหลอดเลือด TBI มักเกิดความเสียหายกระจาย เช่น รอยช้ำของเนื้อสมอง ความเสียหายของเส้นใยประสาทแบบกระจาย (diffuse axonal injury) ความบาดเจ็บก้านสมอง หรือเส้นประสาทสมอง ผู้ป่วยบางรายยังมีท่อช่วยหายใจ การเจาะคอ ยาสลบ และกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการอยู่หอผู้ป่วยหนักร่วมด้วย

ปัญหาจึงมีสี่กลุ่มที่ซ้อนกัน:

งานเปรียบเทียบของ Kim และคณะในผู้ป่วย TBI รุนแรงกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองพบความผิดปกติจากการตรวจวิดีโอฟลูออโรสโกปี (VFSS) ที่คล้ายกันหลายด้าน ในกลุ่ม TBI พบการรั่วลอดหรือสำลัก 73.2% การยกกล่องเสียงลดลง 68.3% และการพลิกของฝาปิดกล่องเสียงลดลง 61% อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วย TBI มักอายุน้อยกว่าและมีปัญหาความรู้คิดที่เปลี่ยนวิธีฟื้นฟู การดูแลจึงไม่ควรคัดลอกแผนของโรคหลอดเลือดสมองมาใช้โดยไม่ประเมินพฤติกรรมและความเข้าใจ

พบบ่อยเพียงใด และใครเสี่ยงสูง

ตัวเลขความชุกแตกต่างกันมาก เพราะแต่ละงานรวมผู้ป่วยต่างความรุนแรง ตรวจต่างเวลา และใช้นิยามไม่เหมือนกัน

กลุ่มผู้ป่วย สัดส่วนที่รายงาน แหล่งข้อมูล
ผู้ใหญ่ TBI ในหอฟื้นฟู ทุกระดับความรุนแรง 25–93% ข้ามงานวิจัย การทบทวน Howle และคณะ 2014
TBI รุนแรง ยืนยันด้วย VFSS 42.8% จาก 42 ราย Kim และคณะ
เด็ก TBI ทุกการเข้ารักษา 3.8–5.3% Morgan และคณะ 2003
เด็ก TBI รุนแรง 68–76% Morgan 2003; Mageandran/Morgan 2009
เด็ก TBI หลังผ่าตัดสมอง ข้อมูลทั่วประเทศไต้หวัน ภาวะกลืนลำบากรุนแรง 12.3% Huang และคณะ 2014
ผู้ป่วยเลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นแข็ง ประมาณ 13% Won และคณะ 2022

ช่วงตัวเลขกว้างไม่ควรใช้ทำนายผู้ป่วยรายใดรายหนึ่ง สารสำคัญคือความรุนแรงของการบาดเจ็บ ความบาดเจ็บก้านสมอง ระดับความรู้ตัว และการตรวจด้วยเครื่องมือมีผลต่อโอกาสพบภาวะกลืนลำบาก การไม่มีอาการไอหรือสำลักที่มองเห็นไม่ได้แปลว่าการกลืนปกติ

เด็กต้องได้รับการประเมินตามพัฒนาการ ขนาดคำ และอาหารที่เหมาะกับวัย ไม่ควรนำขนาดอาหารหรือแผนผู้ใหญ่มาใช้โดยตรง ส่วนผู้สูงอายุอาจมีการกลืนที่เปลี่ยนตามวัย โรคเรื้อรัง และยาหลายชนิดร่วมอยู่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ต้องแยกปัญหาเดิมออกจากผลของ TBI

การสำลักแบบเงียบ: ไม่ไอไม่ได้แปลว่าปลอดภัย

การสำลัก (aspiration) คืออาหาร เครื่องดื่ม หรือน้ำลายผ่านเข้าใต้ระดับเส้นเสียงเข้าสู่ทางเดินหายใจ หากเกิดโดยไม่มีไอหรือสัญญาณชัดเจน เรียกว่าการสำลักแบบเงียบ การสำลักไม่เท่ากับปอดอักเสบทุกครั้ง แต่เพิ่มความเสี่ยงเมื่อมีเชื้อจากช่องปาก ปริมาณมาก หรือร่างกายป้องกันต่ำ

Mackay และคณะ (1999) พบว่าในผู้ป่วย TBI ที่ถูกส่งตรวจ VFSS มีผลผิดปกติ 71% รวมถึงการสำลักที่การประเมินข้างเตียงไม่พบ การติดตามหนึ่งปีของ Terré และ Mearin (2009) แสดงว่าการสำลักเปลี่ยนไปตามเวลา และการสำลักที่ยังคงอยู่สัมพันธ์กับระดับความรู้คิดตั้งแต่ต้นตามมาตรา Rancho Los Amigos

มีงานในผู้ที่เคยเกิด TBI และมีท่อเจาะคอพบความรู้สึกอยากไอและการตอบสนองการไอลดลงแม้อยู่ห่างจากเหตุบาดเจ็บแล้ว ทางเดินหายใจจึงอาจไม่ส่งสัญญาณเตือนตามปกติ ในทางปฏิบัติ ผู้ป่วย TBI ปานกลางถึงรุนแรงควรได้รับการพิจารณา VFSS หรือ FEES ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการกินทางปาก โดยทีมรักษาเลือกวิธีตามสภาพผู้ป่วย ความพร้อม และความเชี่ยวชาญของหน่วยงาน

สัญญาณที่ครอบครัวควรแจ้งทีมรักษา ได้แก่ เสียงเปียกหลังกิน อาหารค้างในกระพุ้งแก้ม น้ำลายไหล มื้ออาหารนานผิดปกติ หลีกเลี่ยงอาหารบางเนื้อ น้ำหนักลด ปอดอักเสบซ้ำ หรือกินแล้วเหนื่อย แต่การไม่มีสัญญาณเหล่านี้ไม่ใช้ตัดการสำลักแบบเงียบ

ระดับ Rancho Los Amigos ช่วยกำหนดเวลาเริ่มกิน

มาตรา Rancho Los Amigos Scale (RLAS) ใช้บอกระดับการฟื้นตัวด้านความรู้คิดหลัง TBI ไม่ใช่แบบทดสอบการกลืน แต่ช่วยตอบว่าผู้ป่วยสามารถร่วมมือและควบคุมพฤติกรรมระหว่างมื้อได้เพียงใด ต้องใช้ร่วมกับการประเมินทางการแพทย์และการกลืน ไม่ใช้เป็นกฎอนุญาตอาหารโดยลำพัง

Mackay และคณะพบว่าระดับ RLAS เป็นตัวทำนายอิสระที่สำคัญของเวลาจนกว่าจะกลับมากินทางปากได้เต็มรูปแบบ มากกว่าภาพ CT หรือจำนวนวันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ งานในผู้ป่วย TBI รุนแรงยังรายงานปัญหาพฤติกรรมที่กระทบการกินประมาณ 31% และประมาณ 37% ยังไม่ได้รับอาหารแบบไม่จำกัดที่ 18 สัปดาห์ จึงต้องประเมินทั้ง “กลืนได้หรือไม่” และ “กินอย่างปลอดภัยในโลกจริงได้หรือไม่”

การตรวจ VFSS และ FEES บอกอะไร

VFSS (videofluoroscopic swallowing study) ใช้ภาพเอกซเรย์เคลื่อนไหวขณะกลืนอาหารหรือของเหลวที่ผสมสารทึบรังสี ช่วยดูระยะปากและคอหอย เวลาเริ่มกลืน การเคลื่อนก้อนอาหาร อาหารค้าง การรั่วลอด และการสำลัก รวมถึงทดสอบเนื้ออาหารหรือท่าทางบางแบบภายใต้การควบคุมของทีม

FEES (fiberoptic endoscopic evaluation of swallowing) ส่องกล้องยืดหยุ่นผ่านจมูกเพื่อดูคอหอยก่อนและหลังกลืน เห็นอาหารค้าง การรั่วลอด การสำลัก และการทำงานของโครงสร้างในคอ ไม่มีรังสี และอาจสะดวกในหอผู้ป่วยหนักหรือผู้ที่เคลื่อนย้ายยาก แต่มีช่วง “ขาว” ขณะกลืนจึงไม่เห็นภาพต่อเนื่องเหมือน VFSS การตรวจทั้งสองเสริมกัน ไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน

รูปแบบที่มักพบใน TBI เป็นความผิดปกติปนกันของระยะปากและคอหอย ได้แก่ อาหารเคลื่อนในปากช้า ควบคุมก้อนอาหารไม่ดี อาหารไหลลงคอก่อนเริ่มกลืน การกลืนแบบแบ่งเป็นหลายครั้งต่อคำ อาหารค้างที่หลุมเหนือลิ้นไพรูปหรือช่องข้างกล่องเสียง การยกกล่องเสียงลด และการรั่วลอดหรือสำลัก

การคัดกรองและประเมินข้างเตียงยังมีคุณค่าในการเฝ้าระวังและวางแผน แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจด้วยเครื่องมือเมื่อสงสัยการสำลักแบบเงียบ ผลการตรวจต้องตีความร่วมกับความตื่น ความเหนื่อย การทรงตัว และพฤติกรรมในวันนั้น หากสภาพเปลี่ยนจึงควรประเมินซ้ำ

ระยะฟื้นตัวและปัจจัยที่ทำให้ช้าลง

การฟื้นตัวหลัง TBI มักดีกว่าโรคระบบประสาทที่ลุกลามต่อเนื่อง แต่อัตราฟื้นแตกต่างกัน การทบทวนและงานติดตามรายงานว่าผู้รอดชีวิตจำนวนมากกลับมากลืนได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตภายใน 3–6 เดือน โดยช่วง 6 เดือนแรกมักเปลี่ยนเร็วที่สุด หลังจากนั้นยังดีขึ้นได้แต่ช้าลง ในกลุ่ม TBI รุนแรงของ Terré และ Mearin ไม่พบการสำลักแบบเงียบคงเหลือเมื่อติดตามหนึ่งปี ซึ่งเป็นผลของกลุ่มศึกษาหนึ่ง ไม่ใช่การรับประกันสำหรับทุกราย

ภาวะกลืนลำบากหลังถอดท่อช่วยหายใจที่เกิดจากท่อและการรักษาในหอผู้ป่วยหนักเป็นหลัก โดยไม่มีความบาดเจ็บต่อเครือข่ายการกลืน อาจดีขึ้นใน 2–5 วัน แต่ผู้ป่วย TBI มักมีหลายสาเหตุร่วมกัน จึงไม่ควรคาดว่าจะหายตามระยะเวลานี้ทุกคน

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นช้า ได้แก่ ระดับ GCS ต่ำ RLAS ต่ำ ใช้เวลานานกว่าจะทำตามคำสั่ง การทรงตัวขณะนั่งไม่ดี ความบาดเจ็บก้านสมองหรือการเบี่ยงของโครงสร้างกลางสมอง เลือดคั่งสมองส่วนข้าง การใช้เครื่องช่วยหายใจนาน ท่อเจาะคอ และอายุมาก งานปี 2024 ในผู้ป่วย 160 รายพบว่าที่ 12 สัปดาห์ อายุมาก การทำตามคำสั่งช้า และการทรงตัวขณะนั่งเริ่มแรกไม่ดี สัมพันธ์กับการยังต้องพึ่งสายยางให้อาหารทางจมูก

ปัจจัยบางอย่างอาจเป็นตัวชี้ความรุนแรงมากกว่าสาเหตุโดยตรง เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจหรือท่อเจาะคอ ข้อควรทำคือนัดประเมินซ้ำ ไม่สรุปว่าสายยางหรืออาหารระดับจำกัดจะถาวรตั้งแต่ช่วงแรก

หลักการดูแลมื้ออาหารและการฟื้นฟู

1. ปรับอาหารตามผลตรวจ ไม่ใช่ชื่อโรค

ทีมผู้เชี่ยวชาญเลือกระดับ International Dysphagia Diet Standardisation Initiative (IDDSI) จากความสามารถจริง ช่วงฟื้นตัวแรกอาจใช้ระดับ 5 อาหารสับละเอียดและชุ่มชื้น หรือระดับ 4 อาหารบดเนียน แล้วปรับขึ้นเมื่อการกลืนและความรู้คิดดีขึ้น ระดับเครื่องดื่มก็ต้องสั่งแยกตามผลตรวจ ไม่ควรเพิ่มความข้นทุกคนโดยอัตโนมัติ เพราะอาจลดปริมาณน้ำและคุณภาพชีวิตโดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างอาหารไทยที่อาจปรับได้คือ โจ๊กหรือข้าวต้มบดเนียน ไข่ตุ๋นเนื้อเนียน เต้าหู้นุ่ม ฟักทองบด ปลานึ่งสับละเอียดราดน้ำราดที่เหมาะกับระดับ หรือต้มจืดเต้าหู้หมูสับที่ปรับให้เป็นเนื้อเดียวกัน ต้องทดสอบเนื้อ ความชุ่มชื้น ขนาดชิ้น และการแยกน้ำจริงตามวิธี IDDSI ไม่ตัดสินระดับจากชื่อเมนู อ่านวิธีทดสอบในคู่มือกรอบ IDDSI

2. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับความรู้คิด

สำหรับผู้ที่สับสนหรือหุนหัน ใช้ห้องเงียบ ลดเสียงโทรทัศน์และจำนวนคนพูด ให้คำสั่งทีละขั้น เสิร์ฟทีละคำ เลือกช้อนขนาดเล็ก และรอให้ปากว่างก่อนคำต่อไป เก็บสิ่งที่กินไม่ได้และอาหารเสี่ยงออกจากมือ การมีผู้เฝ้าดูเป็นสิ่งจำเป็นจนกว่าผู้ป่วยจะทำตามกฎได้สม่ำเสมอ

การอัดอาหาร แย่งอาหาร กินเร็ว หรือกักอาหารไว้ในแก้ม ไม่ใช่เรื่องเจ้าอารมณ์เสมอไป แต่อาจเป็นผลของความบกพร่องด้านการรู้ตัวและการยับยั้ง ควรควบคุมจังหวะและการเข้าถึงอาหารแทนการดุหรือแย่งจาน

3. ดูแลท่อเจาะคอร่วมกับทีมหายใจ

ท่อเจาะคออาจจำกัดการเคลื่อนกล่องเสียงและเปลี่ยนการรับรู้ใต้เส้นเสียง การลดลูกโป่งหรือทดลองวาล์วพูดบางชนิดอาจช่วยผู้ป่วยบางราย แต่ต้องประเมินทางเดินหายใจ ออกซิเจน การไอ และความพร้อมโดยทีมแพทย์ พยาบาล นักฟื้นฟู และผู้เชี่ยวชาญการกลืน การถอดท่อไม่ได้แปลว่าการกลืนจะกลับปกติทันที

4. ไม่ให้ “ปลอดภัยแต่กินไม่พอ”

ผู้ป่วยอาจผ่านเกณฑ์กินทางปากแต่กินช้า เหนื่อย หรือได้พลังงานและน้ำไม่พอ ควรบันทึกปริมาณอาหาร เครื่องดื่ม น้ำหนัก และระยะเวลามื้อ ทีมอาจต้องคงอาหารเสริมทางสายยางช่วงเปลี่ยนผ่านจนกว่าปริมาณทางปากจะเพียงพออย่างสม่ำเสมอ

5. ดูแลช่องปากและนัดติดตาม

สุขอนามัยช่องปากช่วยลดจำนวนเชื้อที่อาจเข้าปอดพร้อมการสำลัก การทดลองแบบสุ่มของ Yoneyama และคณะ (2002) ในผู้สูงอายุที่พึ่งพิงการดูแลพบว่าการดูแลช่องปากลดอุบัติการณ์ปอดอักเสบ ควรแปรงฟันและทำความสะอาดช่องปากตามแผน รวมถึงเวลาที่ยังไม่ได้กินทางปาก นัดประเมินการกลืนซ้ำเมื่อระดับความรู้คิด ความแข็งแรง หรืออาการเปลี่ยน

การเข้าถึงบริการในประเทศไทย

ผู้ป่วย TBI มักเริ่มที่ศูนย์อุบัติเหตุหรือหอผู้ป่วยหนัก แล้วต่อเนื่องด้วยศัลยกรรมประสาท เวชศาสตร์ฟื้นฟู และทีมสหสาขา ครอบครัวสามารถสอบถามแพทย์ประจำตัวเรื่องการประเมินการกลืนโดยนักพยาธิภาษาและการพูด นักแก้ไขการพูด หรือผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลมีระบบดูแล รวมถึงความจำเป็นของ VFSS/FEES

โรงพยาบาลศิริราช จุฬาลงกรณ์ รามาธิบดี และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาลศูนย์ในภูมิภาคมีบริการฟื้นฟูและการตรวจการกลืนบางรูปแบบ ความพร้อมของ FEES/VFSS และนักพยาธิภาษาและการพูดแตกต่างตามพื้นที่ ผู้ป่วยต่างจังหวัดอาจเริ่มที่โรงพยาบาลชุมชนหรือประจำจังหวัดก่อนส่งต่อ การใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคมขึ้นกับโรงพยาบาลตามสิทธิ ข้อบ่งใช้ และระบบส่งต่อ จึงควรสอบถามค่าใช้จ่ายและขั้นตอนล่วงหน้า

กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาระบบดูแลระยะกลาง (Intermediate Care — IMC) เพื่อเชื่อมการรักษาระยะเฉียบพลันกับการฟื้นฟูและกลับบ้านสำหรับกลุ่มที่รวม TBI หากเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ลำบาก ให้ขอคำแนะนำมื้ออาหาร การเฝ้าดู สุขอนามัยช่องปาก และสัญญาณฉุกเฉินเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมช่องทางติดตามหรือ tele-rehabilitation หากหน่วยงานมีบริการ

อาหารไทยที่มีน้ำแยกจากของแข็ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้มที่มีน้ำใสและเม็ดข้าว หรือขนมที่มีทั้งของเหลวและชิ้นอาหาร ต้องใช้ความสามารถควบคุมสองเนื้อพร้อมกัน ไม่ควรถือว่าอ่อนนุ่มจึงปลอดภัยเสมอ ข้าวเหนียว บัวลอย ถั่วเม็ด ผักดิบกรอบ และขนมแห้งแตกเป็นเศษอาจติดคอหรือควบคุมยาก ให้เลือกตามระดับที่ทีมสั่งและผลทดสอบจริง

หากสำลักรุนแรง หายใจลำบาก ริมฝีปากหรือใบหน้าเปลี่ยนสี หรือหมดสติ ให้โทร 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติทันที อย่าพยายามให้น้ำหรืออาหารเพิ่มแก่ผู้ที่กำลังสำลักหรือตอบสนองไม่ดี

ข้อผิดพลาดและข้อควรระวังที่พบบ่อย

  1. อนุญาตให้กินจากการตรวจข้างเตียงอย่างเดียว: TBI มีการสำลักแบบเงียบได้ ผู้บาดเจ็บปานกลางถึงรุนแรงควรได้รับการพิจารณา VFSS/FEES
  2. ให้อาหารระหว่างกระสับกระส่ายโดยไม่ควบคุม: การเคี้ยวหรือกลืนได้ไม่เท่ากับมื้ออาหารปลอดภัย การอัดอาหารและหุนหันอาจทำให้ติดคอ
  3. ใช้แผนเดียวกับโรคหลอดเลือดสมองทุกประการ: TBI ต้องให้น้ำหนักกับสมาธิ ความจำ การรู้ตัว และพฤติกรรมมากเป็นพิเศษ
  4. คิดว่าปัญหาทั้งหมดมาจากท่อเจาะคอ: ท่อมีผลร่วม แต่ความบาดเจ็บสมองเป็นตัวขับสำคัญ การถอดท่อไม่ใช่การยืนยันว่าการกลืนปกติ
  5. หยุดประเมินซ้ำเร็วเกินไป: ระดับอาหารที่เหมาะในสัปดาห์ที่ 4 อาจจำกัดเกินจำเป็นในสัปดาห์ที่ 16 ควรทบทวนเมื่อฟื้นตัว
  6. ดูแค่ความปลอดภัยโดยลืมปริมาณ: ติดตามน้ำหนัก พลังงาน โปรตีน และน้ำ อย่าเพิ่งถอดอาหารเสริมจนกว่าการกินทางปากจะเพียงพอ
  7. ตำหนิผู้ป่วยว่าไม่ร่วมมือ: การปฏิเสธอาหารข้นหรือคำสั่งอาจเกิดจากการไม่รู้ตัว ให้ปรับสภาพแวดล้อมและการเฝ้าดูมากกว่าการเผชิญหน้า

เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลหลัก

บทความนี้สรุปใจความจากงานวิจัยและแนวทางทางคลินิกที่เผยแพร่สาธารณะ สำหรับการปฏิบัติทางคลินิก โปรดอ้างอิงเอกสารทางการฉบับปัจจุบันและคำแนะนำของทีมแพทย์ เวชศาสตร์ฟื้นฟู และผู้เชี่ยวชาญการกลืนที่ดูแลผู้ป่วย หน้านี้ ไม่ใช่ คำแนะนำทางการแพทย์


ปรับปรุงล่าสุด: 2026-10-24 · สัญญาอนุญาต: CC BY 4.0 · ดูแลโดย SeniorDeli (Carewells) — กิจการเพื่อสังคมในฮ่องกงที่ผลิตอาหารดูแลตามมาตรฐาน IDDSI สำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก หน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ดู About สำหรับพันธมิตรทางคลินิกและพันธกิจทางสังคมของเรา